สำนักงานกฎหมาย

นพนภัส

ทนายความเชียงใหม่

ถูกข่มขู่ว่าจะประจานว่าเป็นชู้หากไม่ให้เงิน เรื่องชู้ไม่ใช่เรื่องจริงผิดกรรโชกทรัพย์

การข่มขู่เพื่อเรียกเงินจากผู้ข่มขู่มีหลายรูปแบบ  หากปรากฏว่า  เรื่องที่ข่มขู่ไม่ใช่ความจริง  ผู้กระทำผิดจะต้องถูกดำเนินคดีข้อหากรรโชกทรัพย์  ประมวลกฎหมายอาญา  ตามมาตรา  337 แต่หากเรื่องที่ถูกข่มขู่เป็นเรื่องความจริงจะเป็นเรื่องความลับของผู้ถูกข่มขู่  ผู้กระทำผิดจะถูกดำเนินคดีข้อหา  รีบเอาทรัพย์  ประมวลกฎหมายอาญา  ตามมาตรา  338

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  337  ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
ถ้าความผิดฐานกรรโชกได้กระทำโดย
(1) ขู่ว่าจะฆ่า ขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายให้ผู้ถูกข่มขืนใจ หรือผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัส หรือขู่ว่าจะทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่ทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจหรือผู้อื่น หรือ
(2) มีอาวุธติดตัวมาขู่เข็ญ
ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท
ประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา    338  ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่น ให้ยอมให้ หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สามเสียหาย จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10843/2553

แม้เรื่องที่จำเลยนำไปขู่เข็ญผู้เสียหายซึ่งเป็นภิกษุว่า ผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงจะไม่เป็นความจริง จึงไม่ถือเป็นความลับอันเป็นความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ดังที่โจทก์ฟ้องก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวก็เป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายผู้ถูกขู่เข็ญจนผู้เสียหายผู้ถูกข่มขืนใจยอมใช้เงินแก่จำเลยอันเป็นความผิดฐานกรรโชก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก ซึ่งแม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจะแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง แต่ก็เป็นเพียงข้อแตกต่างกันในรายละเอียดเท่านั้น มิใช่ข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณานั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ จึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานกรรโชกได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 192 วรรคสาม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ริบเอกสาร 9 แผ่น ของกลาง และคืนเงินของกลางจำนวน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 จำคุก 3 ปี ริบเอกสารจำนวน 9 แผ่น ของกลาง และคืนเงินของกลางจำนวน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนของกลางทั้งหมดแก่เจ้าของ และยกอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นของจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ ในปัญหานี้ผู้เสียหายไม่ได้มาเบิกความต่อศาลชั้นต้นโดยผู้เสียหายมีหนังสือแจ้งมายังศาลว่า ตนเป็นพระภิกษุไม่ประสงค์จะเกี่ยวข้องกับเรื่องทางโลกจึงไม่ขอเดินทางมาเบิกความ ซึ่งเป็นสิทธิของผู้เสียหายผู้เป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาที่ไม่จำต้องไปศาลตามหมายเรียกพยานบุคคลลงวันที่ 2 ธันวาคม 2545 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 108 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ศาลออกหมายเรียกพยานบุคคลดังกล่าว โจทก์จึงอ้างและส่งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายลงวันที่ 17 เมษายน 2545 เป็นพยานหลักฐานต่อศาลชั้นต้น ส่วนพยานโจทก์ที่มาศาลมีนายสุทินซึ่งเป็นศิษย์ของผู้เสียหายและเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับพระเครื่องและวัตถุมงคลมาเบิกความ

เป็นพยานว่า พยานเคารพนับถือไปมาหาสู่กับผู้เสียหายมานานประมาณ 10 ปีแล้ว ก่อนเกิดเหตุระหว่างวันที่ 7 ถึง 10 เมษายน 2545 วันใดจำไม่ได้แน่ชัด พยานไปพบผู้เสียหายที่วัดมุมป้อมเพราะผู้เสียหายได้รับกิจนิมนต์ที่วัดดังกล่าว ผู้เสียหายจึงเล่าให้พยานฟังว่าผู้หญิงคนหนึ่งอ้างว่าเป็นหัวหน้าผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ช่องไอทีวีมาขอเงินจำนวน 600,000 บาท มิฉะนั้น จะนำภาพที่ผู้เสียหายมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับผู้หญิงออกเผยแพร่โดยจะออกข่าวในวันที่ 15 เดือนดังกล่าวนั้นเอง ซึ่งผู้หญิงคนนี้ได้นำเอกสารไปมอบให้ผู้เสียหายด้วย พยานจึงขอตรวจดู ปรากฏว่าเป็นบันทึกนักข่าวจรัลสนิทวงศ์ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2545 ผู้เสียหายแจ้งพยานว่าได้เห็นภาพการตัดต่อในเอกสารดังกล่าวแล้วไม่ชัดเจน แต่ได้มอบเงินจำนวน 60,000 บาท ให้ผู้หญิงคนนั้นไปเพื่อนัดให้มารับเงินส่วนที่เหลือและจะได้ดำเนินการจับกุมบุคคลดังกล่าวเพราะผู้เสียหายได้ประชุมวัดต่าง ๆ และได้กล่าวอ้างเรื่องนี้ขึ้นในที่ประชุมสงฆ์ของอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชแล้วว่าจะดำเนินการกับแก๊งนี้ พยานได้ประสานงานไปยังสถานีโทรทัศน์ช่องไอทีวีที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ถึงข่าวนี้ ปรากฏว่าไม่มีข่าวดังกล่าวที่จะออกในวันที่ 15 เมษายน 2545 พยานจึงไปแจ้งพันตำรวจเอกสุดใจ ให้ทราบและผู้ใต้บังคับบัญชาประสานงานกับพยานและผู้เสียหายเพื่อติดตามจับบุคคลดังกล่าวและในคืนนั้นเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ได้มีการวางแผนการจับกุมกัน เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2545 บันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวน ซึ่งผู้เสียหายได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 17 เมษายน 2545 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่จับจำเลยได้ที่กุฏิของผู้เสียหายจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังประกอบคำเบิกความของนายสุทินและร้อยตำรวจเอกลพชนซึ่งไม่เคยรู้จักและมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน บันทึกนักข่าวจรัลสนิทวงศ์ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2545 และรับฟังประกอบกับบันทึกข้อความที่จำเลยเขียนว่า "จะไม่ให้นักข่าวลงข่าวทางวิทยุและไอทีวีหรือหนังสือพิมพ์ทุกฉบับอย่างเด็ดขาด ไทยรัฐ มติชน คมชัดลึก" และวีซีดีที่บันทึกภาพเหตุการณ์ที่กุฏิของผู้เสียหายเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2545 ตามวัตถุพยานได้ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่าระหว่างต้นเดือนเมษายน 2545 ถึงวันที่ 17 เมษายน 2545 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา จำเลยได้พูดข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้เงินจำนวน 600,000 บาท ซึ่งเป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายซึ่งเป็นพระภิกษุผู้ถูกขู่เข็ญด้วยการจะให้นักข่าวลงข่าวพาดหัวในหนังสือพิมพ์ว่า ผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงซึ่งไม่เป็นความจริง ผู้เสียหายเห็นว่าหากมีการลงข่าวเรื่องดังกล่าวไปจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง จึงยอมให้เงินแก่จำเลยไปจำนวน 60,000 บาท โดยจำเลยรับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วบอกว่าจะนำไปให้นักข่าว จำนวน 50,000 บาท ส่วนเงินจำนวนอีก 10,000 บาท จะใช้เป็นค่ารถ ค่าอาหารและค่าใช้จ่ายในการติดต่อของจำเลย หลังจากนั้นประมาณ 2 ถึง 3 วัน จำเลยไปพบผู้เสียหายที่วัดท้าวราษฎร์อีกพร้อมกับนำแผ่นปลิวซึ่งมีข้อความที่จะพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์แผ่นที่ 3 ถึงที่ 8 ว่า "ช็อก พระเถระผู้ใหญ่เมืองนครศรีธรรมราช พระครูประโชติพัฒนกิจเขย่าจิตใจพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ หญิงชั่วระดับประเทศผู้จัดการ" มาให้ผู้เสียหายดูโดยบอกว่าจะมีการลงพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ในวันที่ 15 เมษายน 2545 หากผู้เสียหายไม่ยอมจ่ายเงินส่วนที่เหลือซึ่งผู้เสียหายเห็นว่า จำเลยทำมากเกินไปแล้วจึงแกล้งบอกว่าในวันที่ 15 นั้นเป็นวันหยุดราชการเบิกเงินจากธนาคารไม่ได้ จึงนัดจำเลยให้มารับเงินวันที่ 17 เมษายน 2545 ผู้เสียหายให้นายสุทินไปแจ้งเรื่องดังกล่าวให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบ พันตำรวจโทยศพลกับร้อยตำรวจเอกลพชนและพวกได้ร่วมกันวางแผนการจับกุมจำเลยในวันดังกล่าวพร้อมกับใช้กล้องวีดีโอบันทึกภาพเหตุการณ์ที่จำเลยมาพบผู้เสียหายที่กุฏิของผู้เสียหายไว้ ตามวีซีดีวัถตุพยาน ซึ่งปรากฏภาพที่ผู้เสียหายคุยกับจำเลย ผู้เสียหายส่งกระดาษให้จำเลยเขียนข้อความลงบนกระดาษดังกล่าวแล้วผู้เสียหายลุกขึ้นไปหยิบนับเงิน (ที่ผู้เสียหายทำเครื่องหมาย "ท.ร." ซึ่งหมายถึงวัดท้าวราษฎร์ ไว้ที่ธนบัตร) เพื่อส่งมอบให้จำเลย จำเลยส่งกระดาษที่จำเลยเขียนข้อความแล้วให้ผู้เสียหาย ผู้เสียหายอ่านข้อความในกระดาษแผ่นนั้นแล้วส่งเงินให้จำเลย จำเลยรับเงินมานับ จากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจได้เข้าจับกุมจำเลยพร้อมยึดได้ธนบัตรฉบับละ 500 บาท จำนวน 40 ฉบับ เป็นเงิน 20,000 บาท ที่ทำเครื่องหมาย "ท.ร." ไว้ทุกฉบับเอกสารกระดาษขนาดเอ 4 มีข้อความทำนองขู่เข็ญผู้เสียหายจำนวน 8 แผ่น และบันทึกข้อความเขียนด้วยลายมือและลงชื่อจำเลย 1 แผ่น เป็นของกลาง ตามบัญชีของกลาง ที่จำเลยนำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยานกับมีนายวิเชียร นางสุชาดา นางลำยอง มาเบิกความเป็นพยานได้ความว่า ในวันเกิดเหตุผู้เสียหายโทรศัพท์แจ้งจำเลยให้ซื้อยารักษาโรคเบาหวานไปให้ผู้เสียหาย ในวันนั้นจำเลยจัดงานเลี้ยงฉลองวันสงกรานต์ที่บ้านได้ชวนนางมัทรีที่มาช่วยงานนำยาไปให้ผู้เสียหายด้วยกัน เมื่อไปถึงวัดจำเลยก็นำยาไปให้ผู้เสียหายในกุฏิ ผู้เสียหายนำกระดาษเอกสาร มาให้จำเลยช่วยเขียนเพื่อไม่ให้หนังสือพิมพ์ลงข่าวเกี่ยวกับผู้เสียหาย ขณะลากลับผู้เสียหายหยิบเงินมาวางไว้บนโต๊ะเจ้าพนักงานตำรวจก็เข้ามาจับจำเลยและกล่าวหาว่าจำเลยเรียกร้องเงินจากผู้เสียหาย แล้วนำจำเลยส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี หลังเกิดเหตุผู้เสียหายมีหนังสือตามเอกสาร ถึงผู้บังคับบัญชาจำเลยว่าเรื่องของจำเลยเป็นการเข้าใจผิด ทำให้มีเรื่องราวขึ้นมา ในความเป็นจริงจำเลยเป็นลูกยกของผู้เสียหายและจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามเอกสาร ก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้ระบุว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันอย่างไรความเป็นจริงในเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ข้อความในหนังสือเอกสารจึงยังไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอให้รับฟังได้ ดังนี้ จึงไม่มีเหตุให้ควรระแวงสงสัยว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นพระภิกษุดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดท้าวราษฎร์และเจ้าคณะอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชฝ่ายมหานิกายเป็นพระชั้นผู้ใหญ่จะแต่งเรื่องขึ้นและให้การให้ร้ายแก่จำเลย เมื่อรับฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ทั้งหมดดังได้วินิจฉัยมาแล้ว แม้เรื่องผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงจะรับฟังไม่ได้ว่าเป็นเรื่องที่มูลความจริงอันถือเป็นความลับและมิใช่การข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้จำเลยหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้เสียหายผู้ถูกขู่เข็ญเสียหายจนผู้เสียหายผู้ถูกข่มขืนใจยอมให้เงินแก่จำเลยอันเป็นความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ดังที่โจทก์ฟ้องก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวก็เป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้จำเลยหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายผู้ถูกขู่เข็ญจนผู้เสียหายผู้ถูกข่มขืนใจยอมใช้เงินแก่จำเลยอันเป็นความผิดฐานกรรโชก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก ซึ่งแม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาดังกล่าวแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องแต่ก็เป็นเพียงข้อแตกต่างกันในรายละเอียดเท่านั้น มิใช่ข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณานั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานกรรโชกได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 192 วรรคสาม พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก ให้จำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี ริบเอกสารจำนวน 9 แผ่น ของกลางและคืนเงินของกลางจำนวน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย.